วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

วิธีการถนอมอาหาร

วิธีการถนอมอาหาร


ในบางฤดูกาลมีผลผลิตประเภทอาหารมากมาย ทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารสดๆได้หมด แต่เราสามารถเก็บรักษาอาหารนั้นไว้รับประทานต่อไปได้ด้วยวิธีการถนอมอาหาร ซึ่งการเลือกวิธีการถนอมอาหารที่เหมาะสมจะทำให้สามารถเก็บรักษาอาหารไว้ได้ นาน และสามารถรับประทานได้ตลอดฤดูกาล โดยที่อาหารไม่บูดเน่าเสียหรือต้องทิ้งโดยเปล่าประโยชน์



การถนอมอาหารด้วยวิธีการต่างๆมีดังนี้

1.การถนอมอาหารโดยตากแห้ง


เป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดมากที่สุด ใช้ได้กับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ โดยนำน้ำหรือความชื้นออกจากอาหารให้มากที่สุดเพื่อให้เอนไซม์ในอาหารไม่ สามารถทำงานและบัตเตรีไม่สามารถที่เจริญเติบโตได้ในของแห้ง



สำหรับวิธีการตากแห้งอาจใช้ความร้อนหรือความร้อนจากแหล่งอื่น เช่น ตู้อบ เป็นต้นถ้าใช้แสงแดดควรมีฝาชีหรือตู้ที่เป็นมุ้งลวดป้องกันแมลงและฝุ่นละออง อาหารที่ผ่านวิธีการตากเเห้งแล้ว เช่น เนื้อเค็ม ปลาเค็ม กล้วยตาก เป็นต้น

2.การดอง


เป็นการถนอมอาหารโดยใช้สารปรุงแต่งให้มีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน หรือมีรสผสมทั้งเปรี้ยว เค็ม หวาน อุปกรณ์ที่ใช้ดองควรเป็นพวกเครื่องแก้ว ไม่ควรใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ เช่น หม้อ อะลูมีเนียม เป็นต้น เพราะในขณะดองอาจมีกรดเกิดขึ้นซึ่งกรดพวกนี้จะทำปฏิกิริยากับโลหะทำให้เกิด สารพิษในอาหรสำหรับปรุงรสที่ใช้ ได้แก่ เกลือ น้ำตาล น้ำส้มบริสุทธิ์ ส่วนอาหารที่ใช้วิธีดอง เช่น มะม่วงดอง ผักกาดดอง หน่อไม้ดอง เป็นต้น

3.การถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาล


การถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาลนิยมใช้กับพวกผลไม้ โดยทั่วไปแล้วผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว
จะนิยมใส่น้ำตาลมาก การใช้น้ำตาลเพื่อการถนอมอาหารมีหลายวิธี ดังนี้



1. การเชื่อม


ใช้ความเข้มข้นของน้ำตาลแตกต่างกันตามอัตราส่วน ดังนี้
1.1 น้ำเชื่อมใส ใช้น้ำตาล 1 ถ้วย น้ำ 3 ถ้วย
1.2 น้ำเชื่อมปานกลาง ใช่น้ำตาล 1 ถ้วย น้ำ 2 ถ้วย
1.3 น้ำเชื่อมเข้มข้น ใช้น้ำตาล 1 ถ้วย น้ำ 1ถ้วยการเชื่อมนิยมใช้กับผลไม้บรรรจุกระป๋อง หรือขวด ที่เรียกว่า ลอยแก้ว เช่น เงาะกระป๋อง ลิ้นจี่กระป๋อง เป็นต้น


2. การทำแยม




เป็นการใส่น้ำตาลในเนื้อผลไม้ที่มีน้ำปนอยู่ส่วนมาก แล้วกวนให้เข้ากัน เช่น แยมส้ม แยมสับปะรด เป็นต้น

3.การแช่อิ่ม
 


เป็นการใส่น้ำตาลในปริมาณมาก โดยการแช่ในน้ำเชื่อม และเพิ่มความเข้มข้น ของน้ำเขื่อมจนถึงจุดอิ่มตัว แล้วนำมาทำแห้ง สมัยก่อนนิยมใช้วิธีการถนอมอาหารนี้กับผลไม้ ปัจจุบันนำผักหลายชนิดมาแช่อิ่ม แล้วจัดจำหน่ายจนเป็นที่นิยมในท้องตลาดเช่น ลูกตำลึง ก้านบอระเพ็ด ลูกมะกรูด เป็นต้น

4.การถนอมอาหารโดยการแช่แข็ง



การแช่เเข็งเป็นการถนอมอาหาร โดยการใช้อุณหภูมิต่ำ โดยการควบคุมจุลินทรีย์ และบัตเตรีไม่ให้สามารเจริญเติบโตได้ นิยมใช้กับอาหารสด อาหารที่ปรุงเสร็จแล้ว และบรรจุภัณฑ์พร้อมจำหน่าย ซึ่งผู้บริโภคซื้อแล้วสามารถนำไปอุ่นก่อนรับประทาน ในปัจจุบันนิยมแพร่หลายถึงแม้ว่าจะมีราคาสูง เพราะช่วยประหยัดเวลาเเละเเรงงาน ในการประกอบอาหาร นอกจากนี้ อาหารแช่เเข็งจะสดและมีรสชาติดีกว่าอาหารกระป๋อง


5.การถนอมอาหารโดยใช้สารปรุงแต่งอาหาร


การใช้สารปรุงแต่งอาหารเป็นการถนอมอาหาร เพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงการทำงานของเอนไซม์
หรือปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้เก็บรักษาอาหารได้นานขึ้งหรือตกแต่งอาหารสารปรุงแต่งที่นิยมใส่ในอาหาร
 มีดังนี้

1.) สารกันบูด ถ้าใช้เพียงเล็กน้อยจะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าใช้มากแม้แต่เกลือก็เป็นพิษต่อร่างกายไม่ควรใช้มากหรือบ่อยจนเกินไป ส่วนปริมาณที่ใช้อย่างปลอดภัยควรใช้สารกันบูด 1 กรัมต่อน้ำหนักอาหาร 1 กิโลกรัม


2) สีผสมอาหาร ควรใช้สีจากธรรมชาติ หรือสารเคมีที่ได้รับอนุญาตให้ใส่ในอาหาร ขององค์การเภสัชกรรม

3) สารเคมี ช่วยในการควบคุมความเป็นกรด ด่าง เกลือในอาหารควบคุมคุณสมบัติทางกายภาพของอาหาร ทำให้อาหารสด เช่น ทำให้ผลไม้สุกช้าหรือทำให้สุกเร็ว เช่น พวกแก๊สบ่มผลไม้ เป็นต้น ก่อนใช้ควรศึกษาและดูคำแนะนำในซอง หรือฉลากที่ปิดไว้ข้างภาชนะบรรจุ


6.การรมควัน
 


การรมควันเป็นการถนอมอาหารที่ต่างไปจากการ ตากแห้งธรรมดา นอกจากจะทำให้อาหารแห้งแล้ว ยังช่วยรักษาให้อาหารเก็บได้นาน มีกลิ่นหอมและรสชาติแปลกซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก การรมควันที่สามารถทำได้ในครอบครัวจะเป็นแบบธรรมชาติิโดยการสุมไฟด้วยไม้กาบ มะพร้าว ขี้เลื่อย ซางข้าวโพด ให้แขวนอาหารไว้เหนือกองไฟใช้ไฟอ่อนๆเพื่อให้รมควันอาหารไปพร้อมกับไอร้อนจะ ช่วยทำให้อาหารแห้งเร็ว เช่น รมควันปลา เป็นต้น

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้

สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้


อุปกรณ์



กรรไกร, เชือก, สายวัด , ที่ล็อคนาฬิกา


วิธีทำ


1.นำเชือกมาร้อยเข้ากับตัวล็อคนาฬิกา ดึงสายผ่านตัวนาฬิกา จากนั้นนำไปร้อยกับอีกด้านของนาฬิกา ร้อยเชือกสลับไป-มา ให้ได้ 4 สาย
2.จากนั้น นำปล่าเส้นเชือกที่หลือ พันไปมาเป็นลายสวยๆ ทำทั้ง 2 ด้านของนาฬิกาจนเสร็จ


เครื่องประดับ แมงมุมสีน้ำเงิน








อุปกรณ์
คีม, ลวด, ลูกปัดสีสวย สำหรับทำขา- ตัว

วิธีทำ
1.ตัดลวดทำเป็นขาแมมุมขนาดเท่าๆกัน 4 เส้น
2.จากนั้นใส่ก้นแมงมุมเข้าไปตรงกลาง ทั้ง 4 เส้น
3.จากนั้นพับเส้นลวดลง ใช้คีมช่วยหมุนเป็นเกลียวจากนั้นคลี่ขาแมงมุมออกจากกัน
4.ร้อนลูกปัดที่เตรียมไว้ สลับกันระหว่างแท่วกรงกระบอกยาว กับ ทรงกลม
5.จากนั้นใช้คีมม้วนขาแมงมุมเข้ามาเป็นเกลียว
6.ทำให้ครบทั้ง 8 ขา

7.จากนั้นดัดขาแมงมุมให้เหมือนของจริง



กล่องใส่ของขวัญ






อุปกรณ์


กระดาษสำหรับพับกล่อง 2 สี


วิธีทำ


1.พับกระดาษ ตามที่สอนในคลิปวีดีโอ
2.จากนั้นทำแบบข้อ 1 เพิ่มอีก 4 ชิ้น นำมาประกอบเข้าด้วยกัน (ส่วนล่าง)
3.จากนั้น พับกระดาษ ทำฝากล่องอีกครั้ง
4.เมื่อพับเสร็จแล้ว ส่วนล่าง กับส่วนบน จะปิดได้พอดี


ผ้าคาดผม



อุปกรณ์

ที่คาดผมแบบยางยืด,กาวยิง,โบว์,กิ๊บติดผมแบบมีดอก

วีธีทํา

1.นําที่คาดผมมากลับด้านในออก
2.นํากาวติดตรงกลาง นําโบว์พาดกลาง พับกับที่คาดผม
3.กลับด้านนอกออก นํากิ๊บที่มีดอกไม้มาติด จะได้ที่คาดผมสวยๆ



















 











 













 



















วีธีดูแลสุขภาพผิว

ขัดผิวขาว













ประโยชน์ของการขัดผิวขาวให้สวยใส ตามรูปแบบของผิวผู้หญิงแต่ละประเภท
•ผู้หญิงที่ผิวแห้ง การขัดผิวจะช่วยให้เซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพหลุดลอกออกไป และช่วยให้ครีมต่าง ๆ สามารถบำรุงและดูดซึมสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น
•ผู้หญิงผิวผสม การขัดผิวจะช่วยลดการเกิดสิว และทำให้ผิวเนียนเรียบ มีสีผิวที่เสมอกันอีกด้วย
•ผู้หญิวผิวหน้ามัน การขัดผิวจะทำให้รูขุมขนนั้นสะอาดขึ้น และช่วยลดการอุดตันของสิว และลดรอยดำได้เป็นอย่างดี
•สำหรับผู้หญิงที่มีปัญหาริ้วรอย การขัดผิวจะเป็นตัวไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวให้ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ช่วยลดริ้วรอยและผิวกระจ่างใสอ่อนวัยกว่าคนที่ไม่ได้ขัดผิวเลย

•ผู้หญิงที่มีผิวแตกลาย ต้องขัดผิวด้วยฟองน้ำนุ่ม ๆ ที่ทำการแช่น้ำจนนิ่ม ทำทุกวันช่วยลบเลือนริ้วรอยให้จ่างลงได้เป็นอย่างดี พร้อมกระตุ้นการไหลของเลือกอีกด้วย


ขัดผิวขาวใสอย่างไรให้เหมาะสม




การขัดผิวนั้นไม่ควรทำมากจนเกินไป เพราะนอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้วยังอาจจะทำลายผิวของตัวเราเองอีกด้วย การขัดผิวหน้าควรทำอยู่ที่สัปดาห์ละไม่กิน 2 ครั้ง และไม่ควร ทำติดกันอาจจะเว้น 3 - 4 วัน หรือ ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะเหมาะสมที่สุด การขัดผิวเรือนกายนั้นควรทำประมาณ 2 ครั้งต่อเดือน โดยการขัดผิวกายนั้นให้ทำการขัดเป็นวงกลม เบา ๆ หลังขัดควรหามอยส์เจอไรเซอร์มาเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวด้วยนะค่ะ


 สูตรขัดผิวขาวอย่างอ่อนโยนเพื่อนผิวสวยอันเนียนนุ่มน่าจับ




สูตรนี้เหมาะกับคนที่ผิวแพ้ง่ายและผิวธรรมดา ที่ต้องการขัดผิวให้กระจ่างใสน่าสัมผัสเป็นพิเศษ เริ่มต้นด้วยการนำมะละกอสุก ซึ่ง มะละกอนั้นมีวิตามินเอและซีที่สูงมาก จะทำให้ผิวเราขาวกระจ่างใสและเนียนนุ่มเกลี้ยงเกลาได้เป็นอย่างดี ส่วนที่สอง ให้หาเกลือทะเล ซึ่งช่วยในการสมานผิว กระชับรูขุมขน และผลัดเซลล์ผิวได้ดี เตรียมเอาไว้ค่ะ สุดท้ายที่จะขาดไม่ได้เลยคือ โยเกิร์ต ค่ะ เพราะโยเกิร์ต์นั้นอุดมไปด้วยคุณค่ามากมายไม่ว่าจะเป็น ธาตุสังกะสี วิตามินเอ บี1 บี2 บี6 บี12 วิตามินดี อี แคลเซียม ยีสต์ และโปรตีน ถ้านำมากินช่วยสร้างก็รับประโยชน์กันไปเต็ม ๆ เลยจริงรึเปล่าค่ะ แต่โยเกิร์ตนั้นมีกรดที่ช่วยในการดูดซึมธาตุ วิตามิน โปรตีน เข้าสู่ร่างกายได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มน้ำมันให้ กับผิวได้อีกด้วย มีคุณสมบัติเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ตามธรรมชาติ ทั้งยังช่วยกระชับรูขุมขนทำให้ผิวเรียนเนียนอีกด้วย เห็นแล้วใช่ไหมค่ะว่ามีสิ่งดี ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผิวเยอะไป หมดเลย


 ต่อไปจากนี้ให้เราเตรียมภาชนะใส่ส่วนผสมทั้งสามลงไปใส่ในเครื่องปั่นให้ละเอียด อาจจะใส่เนื้อมะพร้าวลงไปปั่นด้วยก็ได้น่ะค่ะ เมื่อปั่นเสร็จแล้วให้นำมานวดวนเบา ๆ บนผิว หลังอาบน้ำหมาด ๆ ทั่วร่างกาย 10 - 15 นาที พอกทิ้งไว้ 20-30 นาทีล้างออกด้วยน้ำอุ่นค่ะ ^ ^


ผิวแห้ง ผิวหน้าแห้ง






ผู้หญิงที่มีผิวหน้าแห้ง คือมีผิวหน้าที่ไม่สามารถรักษาความชุ่มชื้นแก่ผิวไว้ได้ ทำให้หน้าดูแห้งและบางทีอาจจะถึงขนาดลอกเป็นขลุยได้ ผู้หญิงผิวแห้งมีโอกาสเกิดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าได้ก่อนวัยอันควรมากกว่าผู้หญิงที่มีผิวหน้าแบบอื่นอีกด้วย แต่ข้อดีของผู้หญิงที่มีผิวหน้าแห้งก็คือจะมีสิวน้อย และ รูหูขนเล็กกว่าผู้หญิงที่มีสภาพผิวแบบอื่น


วิธีการดูแลผิวแห้งคุณผู้หญิงทั้งหลายควรหลีกเลี่ยงการใช้โลชั่นเช็ดผิว เพราะจะทำให้ผิวยิ่งแห้งมากขึ้นไปอีกทางที่ดีล้างหน้าให้น้อยครั้งที่สุด ควรเลือกใช้ครีมล้างหน้าที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ซึ่งจะรู้สึกผิวลื่น ๆ หลังล้างหน้า ก่อนนอนควรบำรุงผิวหน้าด้วยครีมบำรุงผิวที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า ถ้าผิวแห้งมากอาจจะใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ในช่วงเช้าและกลางวันด้วยก็ได้ค่ะ

สมดุล สู่ผิวสวย



สมดุล



จากการสำรวจพบว่าสภาพผิวของผู้หญิงไทยกว่า 70% มีผิวมันที่น่าแปลกคือ ในขณะเดียวกันกลับมีความชุ่มชื่นน้อยซึ่งเป็นผลมาจากอุณหภูมิที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลาเนื่องจากการทำงานที่ต้องอยู่ทั้งในออฟฟิศและกลางแจ้งรวมทั้งกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันนั่นเอง เพราะเมื่อก้าวออกไปนอกอาคารต้องพบกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวกระตุ้นให้ผิวหน้าขับน้ำมันเคลือบผิวออกมามากกว่าปกติ แต่เมื่อกลับเข้าไปทำงานหรือกิจกรรมภายในอาคารก็ต้องเจอกับอุณหภูมิที่เย็นลงและมีความชุ่มชื้นน้อยของห้องปรับอากาศผิวจึงแห้งตึงอันเป็นผลทำให้ผิวไม่สามารถปรับสภาพได้ทันจึงเป็นเหตุให้ผิวเสียสมดุล
การคืนความสมดุลให้กับผิวคือ การรู้จักเติมเติมความชุ่มชื่นที่พอเหมาะควบคุมความมันส่วนเกินให้กับผิวอย่างต่อเนื่องตลอดวันนั่นเอง แต่ผู้หญิงไทยหลายคนยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนักเกี่ยวกับผิวหน้า โดยคิดว่าผิวหน้าที่มีความมันจะมีความชุ่มชื่นพอแล้ว ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวก็ทำให้ผิวมันยิ่งขึ้นซึ่งความจริงนั้นน้ำ (ความชุ่มชื่น) กับน้ำมันเป็นคนละส่วนกันผู้ที่มีผิวมันก็สามารถขาดความชุ่มชื่นได้เช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันผิวธรรมดาที่ใคร ๆ คิดว่าไม่ต้องดูแลมากนักก็ต้องการการบำรุงและรักษาสมดุลผิวตามสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอเพื่อคงสมดุลของผิวสุขภาพดีให้อยู่กับเราไปนาน ๆ


ดูแลอย่างไรให้ผิวมีสมดุล



ความสมดุลของผิวตามธรรมชาติจะเกิดขึ้นได้เมื่อเซลล์ผิวมีน้ำและน้ำมันในชั้นผิวอยู่ในระดับที่พอเหมาะ ผิวจึงมีความชุ่มชื่น นวลเนียน อ่อนนุ่ม และเปล่งปลั่งสดใส การที่ผิวจะคงรักษาความสมดุลมีสุขภาพดีได้นั้น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวจะช่วยแก้ปัญหาหลัก ๆ ของผิวได้ นั่นคือเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวในขณะเดียวกันก็ช่วยควบคุมความมันส่วนเกินทำให้ผิวเกิดความสมดุล นอกจากนั้นการดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วก็จะช่วยเติมความชุ่มชื่นให้กับผิวจากภายในด้วย
การตั้งแก้วบรรจุน้ำไว้บนโต๊ะทำงานหรือในห้องนอนเป็นการคืนความชุ่มชื่นใน ห้องปรับอากาศอีกวิธีหนึ่ง รวมทั้งการสร้างสมดุลให้กับชีวิตและผิวพรรณด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า กลับมามีพลังและความสดใสอยู่เสมอ


ผิวสมดุลคือผิวสวยสุขภาพดี


เมื่อผิวได้รับการดูแลให้มีความสมดุลแล้วคุณจะพบกับความเปลี่ยนแปลงที่สร้างความพึงพอใจให้คุณอย่างที่สุด เพราะผิวซึ่งถูกเติมเต็มความชุ่มชื่นอย่างพอเหมาะ มีความสมดุลระหว่างปริมาณน้ำและน้ำมันนี้จะเป็นผิวที่อ่อนนุ่ม สามารถรักษาความชุ่มชื่นของผิวในระดับที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี ผิวที่มีความสมดุลจะไม่มีความมันให้สิ่งสกปรกฝุ่นละอองมาเกาะจับได้ง่าย ๆ ผิวจึงมีความเปล่งปลั่ง ยืดหยุ่นนุ่มเด้งขึ้น แต่งหน้าหรือทาแป้งได้เรียบเนียนและติดทนดี มีความเป็นธรรมชาติเปล่งประกายแห่งผิวสุขภาพดี
มอบความรู้สึกดี ๆ เหล่านี้ให้กับผิวคุณ ด้วยการคืนความสมดุลให้กับผิวเสียตั้งแต่วันนี้ อวดผิวสวย ไร้ความมัน แสดงถึงสุขภาพผิวที่ดีที่มีความสมดุล

ผิวหน้าไม่เรียบเนียน



พญ.วิญญารัตน์ ตันศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหน้าและผิวพรรณมีคำแนะนำในการดูแลผิวว่า การดูแลผิวพรรณนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่การเน้นใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพียงอย่างเดียวแต่ต้องดูแลจากภายใน โดยเฉพาะเรื่องอาหารควรเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายมีกากใยสูง อาทิ ผัก ผลไม้ที่มีวิตามินอี เอ และซี เพื่อป้องกันอาการท้องผูก รวมถึงควรดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ เพื่อช่วยให้ผิวพรรณมีความชุ่มชื่น

"นอกจากอาหารและน้ำแล้ว สิ่งที่สาว ๆ ไม่ควรมองข้ามก็คือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพราะช่วงเวลานอนนั้นร่างกายจะทำการซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังให้สดชื่น"

ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังยังแนะนำถึงวิธีการทำความสะอาดผิวหน้าอีกด้วยว่า ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบทางการแพทย์แล้ว ไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ลื่นมีฟองมากเกินไปเพราะฟองอากาศจะมีสารเคมีที่ดึงความชุ่มชื้นของผิวทำให้ผิวแห้งมีปัญหาได้

ดูแลทั้งภายนอกและภายในรับรอง "ผิวสวยเรียบเนียน" ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป

 
 

6 อาหารเสริมบำรุงผิว



อาหารเสริมบำรุงผิว  

และด้วยคุณสมบัติดังกล่าวที่มีอยู่ในอาหารเสริมเพื่อผิวสวยชั้นนำทรงประสิทธิภาพ ให้ผลลัพธ์ที่ดีและรวดเร็วกว่าในการลดริ้วรอยหมองคล้ำเหี่ยวย่น พร้อมกับบำรุงผิวให้ขาวเนียน เปล่งปลั่ง กระจ่างใส ดูอ่อนวัย มีชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน สารอาหารสำคัญที่มีคุณค่าจำเป็นต่อการบำรุงผิวครบถ้วนทั้ง 6 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น
1. โปรตีนจากปลาทะเลลึก (Marine Protein) แถบประเทศนอร์เวย์ประกอบด้วยอณูอะมิโนจำเป็นต่อร่างกาย 18 ชนิด และมีอณูอะมิโนชนิดพิเศษคือ Peptoaminoglycan ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอิลาสตินทั้งด้านปริมาณและคุณภาพอันจะช่วยให้ผิวแต่งตึง เปล่งปลั่ง กระชับ เรียบเนียน และนวลนุ่มชุ่มชื่น
2. โคเอ็นไซม์คิวเทน (Coenzyme Q 10) สารอาหารช่วยเสริมพลังงานให้กับเซลล์ผิวต้านอนุมูลอิสระต้นเหตุของการเสื่อมสภาพและแก่ก่อนวัยของเซลล์ต่าง ๆ ทั้งยังช่วยลดและชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยที่เกิดจากแสงแดดช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์สดใสมีชีวิตชีวา
3. สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส (French Maritime Pine Bark) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอย่างยิ่งยวด (Super Antioxidant) ช่วยต้านความชราของผิวพรรณยับยั้งการเกิดเม็ดสีที่ผิดปกติต้นเหตุของฝ้า กระ ความหมองคล้ำ ทำให้ผิวขาวเนียนสดใส และมีเลือดฝาด
4. วิตามินซี (Vitamin C) สารต้านอนุมูลอิสระลดอาการหมองคล้ำ ความร่วงโรย เสริมสร้างปริมาณและความแข็งแรงของคอลลาเจน ช่วยให้โครงสร้างผิวพรรณแข็งแรงสุขภาพดีมีความยืดหยุ่นกระชับและขาวเนียนใส

5. วิตามินอี (Vitamin E) สารต้านอนุมูลอิสระอีกตัวหนึ่งยับยั้งความเสื่อมชราของเซลล์ต่าง ๆ ช่วยให้ผิวพรรณเนียนนุ่มชุ่มชื่น สดใสและดูอ่อนวัย
6. สารสกัดจากชาเขียว (Green Tea Extract) มีสาระสำคัญคือ คาเตซินช่วยต้านอนุมูลอิสระทำให้กลไกในการฟื้นฟูสภาพผิวทำงานได้ดีสามารถขับถ่ายและล้างพิษออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น 

วิธีดูแลผิวหลังเผชิญแสงแดด



วิธีดูแลผิวหลังเผชิญแสงแดด



ใครที่รู้ตัวว่าผิวถูกทำลายจากแสงแดดมากเกินไป วันนี้มีวิธีดูแลผิวหลังเผชิญกับแสงแดดมาฝาก...
- กรณีที่อาบแดดนาน ๆ อยู่ท่ามกลางความร้อนมากเกินไปหรือแพ้สภาพอากาศ อาจทำให้ใบหน้าและบริเวณหน้าอกขึ้นเป็นผื่นแดงได้ วิธีที่ดีที่สุด คือใช้ครีมบำรุงผิวสูตรบรรเทาผื่นแดงสำหรับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ เพื่อลดขนาดของรอยผื่น และต้องหลบแดดทันทีควบคู่กับการงดทำซาวน่า และอยู่ให้พ้นจากชายหาด ที่มีลมแรงสักระยะ
- ปัญหาผิวแผ่นหลังลอกจะเกิดหลังจากผ่านการอาบแดดมา ซึ่งสามารถ แก้ไขได้โดยให้ผิวสัมผัสนุ่มเนียนขึ้นได้ โดยใช้ออยล์ลูบไล้ให้ทั่ว แต่จะดียิ่งขึ้นหากใช้เกลือขัดผิวหรือบอดี้สครับสูตรอ่อนโยนขจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพให้หลุดออก
- ผิวขาหยาบกร้านแห้ง แตก เป็นขุย เป็นผลมาจากร่างกายขาดน้ำจึงต้องดื่มน้ำมากเป็นพิเศษ และขัดผิวอย่างถูกวิธีควบคู่ไปด้วย ผิวกายควรใช้แปรงขัดผิว ใยบวบ หรือถุงมือขัดผิวโดยเฉพาะ ขัดถูให้ทั่ว พร้อมกับใช้ครีมขัดผิวคู่ไปด้วย หลังจากนั้นอย่าลืมบำรุงผิวที่หยาบกร้านด้วยโลชั่นถนอมผิว
- ไหล่ เป็นจุดที่ถูกแดดเผาได้ง่าย หากคุณเปลือยไหล่อาบแดด จึงควรประคบผิวส่วนนี้ให้เย็นขึ้นด้วยการใช้โลชั่นที่มีส่วนประกอบของน้ำมันสำหรับชโลมผิวหลังอาบแดดโดยเฉพาะ หรือชโลมด้วยน้ำเย็นก่อนเป็นอันดับแรก
 - ริ้วรอยแห่งวัยที่เกิดจากเผชิญแสงแดดเป็นเวลานาน ยิ่งอายุมากขึ้นริ้วรอยยับย่นแห่งวัยก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นได้ง่ายและเร็ว ควรดูแลผิวเสียแต่เนิ่น ๆ ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวประเภทม้อยส์เจอร์ไรเซอร์บำรุงที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน และอีลาสติน แต่นับจากนี้ก็ต้องหมั่นดูแลตัวเองให้ได้รับผลเสียจากแสงแดดน้อยที่สุด เพราะริ้วรอยที่เกิดขึ้นแล้วต้องใช้ระยะเวลาในการลดเลือนริ้วรอย

































































































































































































 
 
 











วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

ดื่มล้างพิษ เพิ่มพลัง ตับ แข็งแรง





นับว่ามนุษย์เรายังโชคดีที่ธรรมชาติรังสรรค์พืชผักที่ช่วยบำรุงรักษา ‘ตับ’ กินดีวันนี้เลือกเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีส่วนผสมของ กะหล่ำปลี สาหร่ายสไปรูลินา และวีตกราส ช่วยล้างพิษในตับ เสริมสร้างตับให้แข็งแรง

สำหรับ ‘กะหล่ำปลี’ อุดมไปด้วยสารอินโดลฟลาโวนอยด์ สารคาร์บินอล สารซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต ต้านการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยชะล้างพิษ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบเนื่องจากแผลในลำไส้ แก้ท้องผูก แก้เจ็บคอ บำรุงไต ดีต่อผิวพรรณ ทำให้ผิวสะอาดเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล แก้จุกเสียดแน่นท้อง ขับปัสสาวะ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก และยังมีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และกรดโฟลิก กะหล่ำปลียังเพิ่มการสร้างกลูตาไทโอนซึ่งจำเป็นต่อตับในการล้างพิษจากควันไอเสีย และยา นอกจากนี้ควรรู้ไว้ว่า กะหล่ำปลีขาวจะมีรสชาติหวาน และง่ายต่อการดื่มมากกว่ากะหล่ำปลีเขียว
ต่อกันที่ ‘สาหร่ายสไปรูลินา’ อุดมไปด้วยวิตามินบีที่จำเป็นต่อการล้างพิษ การฟื้นฟู และการปรับสมดุลของตับ สมอง และระบบประสาท และเป็นแหล่งวิตามินบี 12 ไม่ก่อให้เกิดกรดหรือของเสียขึ้นภายในร่างกาย คลอโรฟีลล์ที่พบในสาหร่ายสไปรูลินา ยังเร่งกระบวนการชะล้างพิษและของเสียในตับ กระแสเลือด เนื้อเยื่อ และลำไส้ให้เร็วขึ้น ส่งผลให้เฮโมโกลบิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเม็ดเลือดที่ทำหน้าที่ในการลำเลียงออกซิเจนแข็งแรง
สุดท้ายที่ ‘วีตกราส’ หรือต้นอ่อนข้าวสาลี อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบีรวม แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม เหล็ก และยังมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหาร กรดอะมิโนที่สำคัญ วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการสร้างเซลล์ร่างกายใหม่ ๆ และคลอโรฟีลล์ช่วยทำความสะอาดเลือด ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมารวมกันก็เพื่อช่วยฟอกโลหิต เซลล์เม็ดเลือดแข็งแรง ร่างกายสะอาด และเพิ่มกำลังวังชา
เปี่ยมคุณค่าให้พลังตับขนาดนี้ ก่อนปรุงดื่มควรเตรียมส่วนผสมให้ได้สัดส่วน ดังต่อไปนี้
-กะหล่ำปลี 1 ถ้วย
-วีตกราส 2 ถ้วย
-สาหร่ายสไปรูลินา พอประมาณ

ขั้นตอนการปรุง เริ่มจากทำความสะอาดกะหล่ำปลีและวีตกราส หั่นส่วนผสมทั้งสองชนิดให้มีขนาดเล็กพอประมาณ นำไปสกัดเอาแต่น้ำด้วยเครื่องสกัดน้ำผัก-ผลไม้ เทใส่แก้ว เติมสาหร่ายสไปรูลินาลงไปแล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นก็ดื่มได้ทันที


น้ำแพชชั่น มิกซ์



ส่วนผสม



1.เสาวรสชนิดทานสด 7 ผล


2.บีทรูท 1 หัวเล็ก


3.แครอท 1 หัวเล็ก


4.สับปะรดหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก 1/2 ถ้วยตวง


5.น้ำเชื่อม 1/2 - 1/4 ถ้วยตวง


6.เกลือ น้ำมะนาว


7.น้ำแข็งบด


วิธีทำ


- เสาวรสพันธุ์ทานสด ล้างน้ำให้สะอาดผ่าครึ่งผล ตักเอาเนื้อออกให้หมด นำมาปั่นเล็กน้อยกรองเอาแต่น้ำ
- บีทรูท แครอท ล้างน้ำปลอกเปลือก นำไปคั้นด้วยเครื่องแยกกาก
- ทำน้ำเชื่อมให้ข้น โดยใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 1
- เวลาจะรับประทาน ใส่น้ำแข็งบดลงในเครื่องเติมน้ำเสาวรส น้ำบีทรูท น้ำแครอท เนื้อสับปะรด น้ำเชื่อม เกลือ น้ำมะนาว ส่วนผสมที่ใส่จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความชอบ เปิดเครื่องปั่นให้ละเอียดเสิร์ฟทันที


 น้ำกระเจี๊ยบใบเตย



ส่วนผสม



1.กระเจี๊ยบแห้ง 1 กำมือ
2.ใบเตยตัดมาทั้งราก 1 ต้น
3.น้ำตาลทราย
วิธีทำ

- เอากระเจี๊ยบและใบเตยหั่นใส่หม้อ เอาน้ำใส่ ต้มให้เดือด


- จากนั้นเคี่ยวต่อไปนานประมาณ 10 นาที ตักเอาเนื้อออก เติมน้ำตาลทรายลงไปพอให้หวานน้อยๆ


หมายเหตุ : ถ้ากลัวอ้วนก็ไม่ต้องใส่น้ำตาลลงไป ดื่มเป็นชาแทนน้ำทั้งวัน ชาชนิดนี้จะมีสีสวยและมีกลิ่นหอมของใบเตย แต่ถ้าไม่เติมน้ำตาลก็ต้องทำใจหน่อย ตรงที่กระเจี๊ยบจะออกรสเปรี้ยวนิดๆ เสมอ

เครื่องดื่มสุขภาพ - น้ำกีวี

ส่วนผสม



1.ผลกีวีเฉพาะเนื้อ 6 ผล
2.น้ำเชื่อม 1- 1/2 ถ้วยตวง
3.น้ำต้มสุก 3 ถ้วยตวง
4.เกลือ 1/2 ช้อนชา



วิธีทำ

- นำผลกีวีปอกเปลือก หั่นเนื้อกีวีเป็นชิ้นเล็กๆ นำใส่โถปั่น ใส่น้ำเชื่อม น้ำต้มสุก และเกลือ ปั่นเข้ากันจนละเอียด จะได้น้ำกีวีสีเขียวใส น่าดื่ม นำไปแช่เย็นหรือดื่มพร้อมน้ำแข็ง สดชื่นหวานหอมชื่นใจ
หมายเหตุ : ในผลกีวี มีวิตามินซี แคลเซียม โปรตัสเซียม และมีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีน


 น้ำแครอท



ส่วนผสม



1.แครอทหั่นชิ้นเล็กๆ 1 ถ้วยตวง
2.น้ำเชื่อม 1 ถ้วยตวง
3.น้ำต้มสุก 4 ถ้วยตวง
4.น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
5.เกลือ 2ช้อนชา
วิธีทำ


- ล้างน้ำให้สะอาด ปอกเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำใส่โถปั่น เติมน้ำเชื่อม น้ำต้มสุก น้ำมะนาว เกลือ ปั่นให้เนียนละเอียด จะได้น้ำแครอท สีสันน่ารับประทาน
หมายเหตุ : น้ำแครอท ก็มีคุณประโยชน์ไม่แพ้กันเนื่องจากมีวิตามินเอสูงมาก วิตามินบี 1 บี 2 และวิตามินซี คาร์โบไฮเดตร แคลเซียม โปรตีน ฟอสฟอรัส เส้นใย ธาตุเหล็ก และมีสารต่อต้านมะเร็งในกระเพาะอาหาร และลำไส้

นมถั่วเหลืองงาดำ



ส่วนผสม



1.ถั่วเหลือง 1 ถ้วย
2.งาดำคั่วแล้วป่น 70 กรัม
3.น้ำตาลทรายแดง

วิธีทำ

- แช่ถั่วเหลืองค้างคืน แล้วปั่นกับน้ำประมาณ 1 ลิตร ในเครื่องปั่นเบลนเดอร์ ใส่งาดำลงไปปั่นด้วย
- กรองออกด้วยผ้าขาวบาง เสร็จแล้วนำไปต้มด้วยไฟปานกลาง คนให้ทั่ว เติมน้ำตาลทรายแดงลงไปให้พอหวาน

หมายเหตุ : วิธีนี้คุณจะได้นมถั่วเหลืองที่มีโปรตีนสูง และมีแคลเซียมสูงมาก สูงกว่านมวัวธรรมดาเสียอีก ให้ดื่มวันละ 1 แก้วก็เพียงพอแล้ว


น้ำมะระ ปั่น





มะระ ผักผลผิวขรุขระ ที่มีรสขมจนเด็กๆขยาดนี้ เน้นที่มะระจีน เพราะเนื้อมะระจีนนี้ประกอบด้วยวิตามินซี วิตามินบีรวม และเกลือแร่ชนิดต่างๆ เหตุที่เนื้อมะระมรีสขมก็เพราะ มีสารอัลคาร์ลอยด์ชื่อ โมโมดิดิน ช่วยทำให้เจริญอาหาร และเป้นยาระบายอ่อนๆ สามารถต้านเชื้อไวรัส แถมล่าสุดยังมีการวิจัยค้นพบว่า มะระขี้นก(ผลเล็กๆที่แนมกับน้ำพริก)ช่วยต้านเชื้อไวรัส H I V ได้อีกด้วย น้ำมะระที่จะนำเสนอสูตรวันนี้ เป็นมะระปั่นที่พี่เบิร์ด(ธงไชย) ชอบดื่มเป็นประจำ พี่เบิร์ดว่าทานแล้วจะชะลอความชราได้จ้า






วิธีทำ (จำนวน 3แก้ว)






เนื้อมะระสดหั่นชิ้น 2 ถ้วย


น้ำส้มคั้น 1/2 ถ้วย


น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ


น้ำเชื่อม 3 ช้อนโต๊ะ


เกลือป่น 1/4 ช้อนชา


น้ำต้มสุกแช่เย็น 1 ถ้วย


น้ำแข็งบดละเอียด 1 ถ้วย






เลือกมะระจีนแก่จัด ดูที่เปลือกสีเขียวอมขาว ล้างน้ำให้สะอาด ผ่าเอาเม็ดออก หั่นเป็นชิ้นนำไปแช่ตู้เย็นให้เย็นจัด เพื่อลดความขมและกลิ่นเหม็นเขียว เมื่อเย็นได้ที่ นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้วแล้วดื่ม



น้ำแตงกวาปั่น

 



แตงกวาผักสดรูปร่างยาวรี ที่มักพบเห็นในจานข้าวผัดเป็นประจำ และแตงกวาที่ถูกหั่นเป็นแว่นๆในจานผักแนมน้ำพริกต่างๆ นอกจากจะช่วยดับความเผ็ดทำให้ชื่นใจแล้ว แตงกวายังเปี่ยมไปด้วยงิตามินเอ วิตามินบีรวม วิตามินซี และเกลือแร่ต่างๆมากมาย แตงกวาช่วยแก้กระหายน้ำ คลายร้อน และมีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่น ช่วยให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นดี หากดื่มเป็นประจำจะทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย นึกแล้วว่าเมนูสุขภาพคราวนี้ต้องถูกใจสาวๆหนุ่มๆผู้รักการดูแลตัวเองเป็นแน่ สุดท้ายแตงกวายังช่วยบำรุงเส้นผมให้เงางามเป็นประกายอีกด้วย







วิธีทำ (จำนวน 2 1/2 แก้ว)


แตงกวาปอกเปลือกหั่นชิ้น 1 ถ้วย


โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1/2 ถ้วย


หอมใหญ่หั่นชิ้นเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ


น้ำแข็งบดละเอียด 1/2 ถ้วย






ปั่นส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด แล้วรินใส่แก้วดื่มทันที



น้ำว่านหางจระเข้เย็น

 


ส่วนผสม







เนื้อว่านหางจระเข้ประมาณ 1 ถ้วยตวง (250 กรัม)


น้ำสะอาด 3 ถ้วยตวง


ใบเตยสด 2-3 ใบ


น้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ






วิธีทำ


- ให้เลือกใบขนาดใหญ่ที่อยู่ส่วนล่างๆ ของกอว่านสัก 1 ใบมาใช้ก่อน เพราะจะให้วุ้นมากกว่าใบเล็ก ปอกเปลือกสีเขียวออก ล้างให้หมดยาง แล้วนำลงภาชนะเคลือบหรือแก้วทนไฟ


- เติมน้ำสะอาดประมาณ 3 ถ้วยตวง นำขึ้นต้มด้วยความร้อนปานกลาง


- ระหว่างรอวุ้นสุก นำใบเตยสดประมาณ 2-3 ใบ มาซอยละเอียดแล้วคั้นด้วยน้ำอุ่นจัด ๆ ให้ได้น้ำใบเตยสดประมาณครึ่งถ้วยตวง


- เมื่อวุ้นว่านหางจระเข้สุกแล้ว ยกลงตักเฉพาะวุ้นมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำลงเครื่องปั่น พร้อมน้ำใบเตยสด น้ำสุกครึ่งถ้วยตวง และน้ำแข็งเกล็ด ประมาณครึ่งถ้วยตวง อาจเติมน้ำเชื่อมสัก 1 ช้อนโต๊ะ


- ปั่นสว่นผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน เสิร์ฟทันที ว่านหางจระเข้มีน้ำยาง ที่ทำให้สตรีมีครรภ์ สตรีที่อยู่ระหว่างมีรอบเดือน ผู้ที่เป็นริดสีดวง เกิดอาการแพ้ได้






คุณประโยชน์






ว่านหางจระเข้ เป็นยาระบาย ช่วยชับถ่าย


ใบเตย บำรุงหัวใจ ทำให้ชุ่มคอ










หมายเหตุ : ความโดดเด่นที่รู้กันทั่วไปของว่านหางจระเข้ก็คือ ว่านทรงคุณค่าชนิดนี้เป็นเสมือนโรงงานอุตสาหกรรมจากธรรมชาติที่เต็มไปด้วยสารเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะจากวุ้นใสๆ ที่อยู่ภายในใบอันยาวหนา ปลายแหลม ซึ่งเต็มไปด้วยสารอล็อคติน อโลอิโมดิน อโลซิน อโลอิน ไกลโคโปรตีน และโพลีซัคคาไรด์ ที่มีฤทธิ์เร่งการจับตัวของเลือดและเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ร่างกาย ใช้ทาเพื่อสมานบาดแผลไฟไหม้ แผลที่เกิดจากความร้อน รังสีเอกซ์ รังสีจากสารกัมมันตรังสี น้ำร้อนลวก แมลงสัตว์กัดต่อย ฟกช้ำ หรือผิวหนังไหม้ที่เกิดจากถูกแดดเผา และยังมีสารบราดิไคนิเนส (Bradykininase) ที่ช่วยดูดพิษเพื่อลดการอักเสบของบาดแผลได้ดียิ่ง มีสารอโลอัลซิน ช่วยยับยั้งการสังเคราะห์ฮิสตามีน และส่วนรากมีฤทธิ์บรรเทา อาการทางเดินปัสสาวะอักเสบ ยางสีเหลืองจากเปลือก มีสารแอนทราควิโนน ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ วุ้นจากว่านหางจระเข้ จะช่วยบำรุงร่างกาย บรรเทาความอ่อนเพลีย เนื่องจากพักผ่อนน้อย รวมไปถึงการบำบัดแผลเรื้อรัง และแผลในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี

น้ำมะม่วงปั่น






ส่วนผสม



มะม่วงสุก (เฉพาะเนื้อ) 100 กรัม


น้ำเชื่อมใส 1/2 ถ้วยตวง


นมสด 1/2 ถ้วยตวง


น้ำมะนาว 1/4 ช้อนชา


น้ำแข็งเกล็ด 1 ถ้วยตวง


ใบสะระแหน่สำหรับตกแต่ง






วิธีทำ


1. ผสมเนื้อมะม่วง น้ำเชื่อม นมสด น้ำมะนาวและน้ำแข็ง ลงในโถปั่น


2. ปั่นส่วนผสมทั้งหมดจนน้ำแข็งละเอียด


3. เสิร์ฟใส่แก้วพร้อมหลอด ตกแต่งด้วยใบสะระแหน่























































































อาหารเพื่อสุขภาพ

เฉาก๊วย




เฉาก๊วย เป็นผลผลิตต่อเนื่องจากการแปรรูปต้นเฉาก๊วย ซึ่งเป็นพืชในวงศ์ Lamiaceae (วงศ์มิ้นท์) วงศ์เดียวกับ สะระแหน่ กะเพรา โหระพา แมงลัก และ ยี่หร่า



วิธีทำเฉาก๊วยอย่างง่ายๆ คือ นำต้นเฉาก๊วยแห้งมาต้ม จนยางไม้และแพคตินละลายออกมาได้น้ำสีน้ำตาลดำ เรียกว่า ชาเฉาก๊วย จากนั้นก็กรองเอาแต่น้ำ แล้วนำไปผสมกับแป้งพืช เพื่อให้เฉาก๊วยคงตัวเป็นเจลลี่ ซึ่งส่วนประกอบนั้น แต่ละเจ้าจะมีสูตรของตนเอง วิธีที่เป็นต้นตำรับโบราณนั้น นิยมผสมกับแป้งท้าวยายม่อม และแป้งมันสำปะหลัง อัตราส่วนตามความเหมาะสม โดยแป้งมันจะทำให้เนื้อเฉาก๊วยนิ่ม (ใส่มากจะเหลว) ส่วนแป้งท้าวยายม่อมจะให้เนื้อเฉาก๊วยคงรูปได้นาน อาจปรับปรุงโดยใส่แป้งข้าวเจ้าเพื่อให้แข็งตัวขึ้น หรือเพิ่มแป้งข้าวเหนียวให้มีความหนุบหนับ หรือใส่ส่วนผสมอื่นๆ ก็ได้ ปัจจุบัน มีผู้ค้าบางรายใส่สีผสมอาหารให้สีดำเข้มบ้าง ใส่วุ้น-เจลาติน เพื่อประหยัดต้นทุนก็มี


ส้มโอ หรือ  เกรปฟรุต  ต้านสารพิษ



ส้มโอ หรือ เกรปฟรุต เป็นผลไม้รสชาติดีที่ได้รับความนิยมในอาหารมื้อเช้าของชาวตะวันตก สารเพกติน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือด นอกจากนี้เพกตินยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อร่างกาย ส่วนเกรปฟรุตยังช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพาะอาหาร และ มะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้


สูตรอาหาร: แกงเลียงหอยแมลงภู่


 


แกงเลียงเป็นอาหารดั้งเดิมของไทย ใส่ผักต่างๆ ตามพื้นบ้าน ถ้าใช้แกงกับหัวปลี ใบกุยช่าย หรือ ใบกระเพรา คุณแม่ลูกอ่อนรับประทานร้อนๆ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมได้ จัดเป็นยาขนานหนึ่ง สำหรับบางคนที่อยู่จังหวัดแถบชายฝั่งทะเลที่มีหอยแมลงภู่อยู่มาก สามารถนำหอยแมลงภู่มาแกงเป็นแกงเลียงก็ไม่ว่ากันครับ

ส่วนผสม (ขนาดรับประทาน 4 คน)




1.หอยแมลงภู่แกะตัวใหญ่สีแดงสด 2 ถ้วยตวง
2.โครงไก่ 1 โครง
3.น้ำปลาดี 1 ช้อนโต๊ะ
4.ใบแมงลักเด็ดแล้ว 1 ถ้วยตวง
5.น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
6.พริกขี้หนูบุบ 10 เม็ด




เครื่องปรุงน้ำพริก




1.พริกไทย 15 เม็ด
2.หอมแดง 3 หัวใหญ่
3.กะปิดี 1 1/2 ช้อนชา
4.เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
5.ปลาดุกย่าง (ใช้แต่เนื้อ) 1/4 ถ้วยตวง
6.โขลกเครื่องทั้งหมดให้ละเอียด จึงใส่ปลาดุกย่าง


วิธีทำ




1.ล้างหอยให้สะอาด ใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ
2.นำโครงไก่มาต้มเป็นน้ำซุปไว้
3.นำน้ำซุป 2 ถ้วยตวงใส่หม้อตั้งไฟ ตักน้ำพริกลงละลายพอเดือด ใส่น้ำปลา ชิมพอเค็มปล่อยให้เดือดมากจึงใส่หอยลงคนพอสุก ใส่ใบแมงลัก ใช้ทัพพีกดให้จมน้ำ ยกลง
4.ตักใส่ชามบีบมะนาว โรยพริกขี้หนู รับประทานร้อนๆ
*** อย่าต้มหอยนานเกินไป เพราะจะทำให้หอยหดตัวไม่น่ารับประทาน


สูตรอาหาร: แกงคั่วกุ้งกับสะตอ




แกงคั่วกุ้งกับสะตอเป็นแกงทางจังหวัดพัทลุง อาหารทางภาคใต้นั้นถ้าเป็นแกงคั่วจะใส่ขมิ้นในอาหารแทบทุกชนิด เพราะแกงมีรสเผ็ดจัด ผู้ใหญ่ท่านฉลาดที่นำขมิ้นมาใส่ในอาหาร เพราะขมิ้นเป็นยารักษาท้องและลำไส้ให้ทำงานได้ตามปกติครับ

  
ส่วนผสม (ขนาดรับประทาน 6 คน)




1.กุ้งชีแฮ้หรือกุ้งกุลา 1/2 กิโลกรัม
2.มะพร้าว 1/2 กิโลกรัม
•คั้นหัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
•กลางหางกะทิ 2 ถ้วยตวง
3.สะตอแกะเม็ดแล้ว 1 ถ้วยตวง
4.น้ำปลาดี 2 ช้อนโต๊ะ
5.น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนชา


เครื่องน้ำพริก




1.พริกแห้ง เอาเม็ดออกแช่น้ำให้นิ่ม 7 เม็ด
2.กระเทียม 20 กลีบ
3.หอมแดง 7 หัว
4.พริกไทย 20 เม็ด
5.ตะไคร้หั่นฝอย 2 ช้อนโต๊ะ
6.ขมิ้นสดยาว 1/2 นิ้ว หั่นขวางบางๆ 1 ชิ้น
7.เกลือป่น 1 ช้อนชา
8.กะปิ 1 ช้อนชาพูน
9.โขลกรวมกันให้ละเอียด


วิธีทำ




1.นำกุ้งมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกไว้หาง ผ่าหลังเอาเส้นดำออก
2.นำกะทิใส่หม้อตั้งไฟ ใส่น้ำพริกลงละลาย ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ใส่กุ้ง สะตอ ลงผัดพอสุก
*** สะตอปอกเปลือกขาวที่หุ้มออก แล้วแกะออกเป็น 2 ซีก แช่น้ำสักครู่ เอาขึ้นให้สะเด็ดน้ำ